ปัญหาโลกร้อนขึ้น
ชั้นโอโซนถูกทำลาย พืชและสัตว์หลายชนิดกำลังจะสูญพันธุ์
การเพิ่มขึ้นของประชากรอย่างรวดเร็ว การแพร่กะจายของมลภาวะ ฝนกรด อุทกภัย
และวาตภัย ปัญหาต่างๆเหล่านี้กำลังรุมเร้าโลกของเราและทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
ในขณะที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจก็ยังคงดำเนินไปตามปกติ ส่วนสาเหตุของปัญหาสิ่งแวดล้อม
อันได้แก่ความละโมบซึ่งเป็นผลมาจากกระแสการพัฒนากิจกรรมทางเศษฐกิจไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างเดียวคงไม่เพียงพอที่จะจัดการกับปัญหา
ที่โลกกำลังเผชิญอยู่ได้ ที่จริงแล้วความอวดดีของมนุษย์จะถูกควบคุมโดยความเชื่อของศาสนาต่างๆ
ที่มีปรากฏอยู่บนโลกใบนี้นานมาแล้ว พุทธศาสนาสอนให้คนรักความสงบ
พุทธศาสนาเชื่อว่าความเกลียดชังและอาวุธ นำไปสู่การทำลายล้างตนเองและผู้อื่น
ความโลภ และ ความเห็นแก่ตัวนำไปสู่ความทุกข์ยาก (Thurman 1992) ยิ่งไปกว่านั้นความเห็นแก่ตัวยังเป็นสาเหตุสำคัญของ
การทำลายทรัพยากรธรรม ชาติ ดังคำกล่าวของท่านพุทธทาสภิกขุที่ว่า ทุกศาสนาต้องการหยุดความเห็นแก่ตัว
เมื่อคนตกเป็นทาสของความเห็นแก่ตัว ไม่ต้องหวังว่าจะมีความสงบ
พุทธศาสนิกชนที่แท้จริงต้องปฏิบัติตามคำสอนของศาสนาอย่างจริงจังและจริงใจ
เมื่อนั้นเราจึงจะรักษาธรรมชาติไว้ได้
ตราบใดที่คนยังมีความเห็นแก่ตัวอยู่ก็ไม่สามารถที่จะป้องกันการทำลายป่าที่เพิ่มขึ้นได้ (Kiatiprajuk 1990)
อย่างไรก็ตามสาเหตุของปัญหาสิ่งแวดล้อมอยู่ที่จิตใจของมนุษย์
ซึ่งเต็มไปด้วยความโง่เขลา วิกลจริต ละโมบ และความเกลียดชัง
ฉะนั้นเราจะต้องพยายามหาทางแก้ไขที่ จิตวิญญาณ และ จิตวิทยา
ที่เป็นตัวต้นเหตุของปัญหาสิ่งแวดล้อม
ก่อนที่จะพยายามแก้ไขปัญหาทางด้านวัตถุด้วยการใช้เทคโนโลยีที่สลับซับซ้อน
การศึกษาและศาสนาเป็นแนวทางที่จะใช้แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมได้
โดยการทำให้คนเห็นและเข้าใจธรรมชาติมากขึ้น
รู้ถึงผลกระทบที่เกิดจากพฤติกรรมของตนเอง
เห็นผลที่เกิดขึ้นตามมาหลังจากการกระทำของตนเอง
และทำให้คนเห็นว่าตนเองสามารถทำสิ่งใหม่ที่ดีและถูกต้องได้
การศึกษาจะต้องช่วยปลูกฝังทัศนคติที่ดีและเปลี่ยนพฤติกรรมที่ทำลายสิ่งแวดล้อมของคน(Thurman 1992)
ในทางพุทธศาสนา
กิจกรรมทางเศรษฐกิจควรหมายถึง การมีชีวิตที่ดีที่ประเสริฐ การผลิต การบริโภค และ
การการทำกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่างๆ
ไม่ควรสิ้นสุดที่ตัวมันเองแต่ควรจะสิ้นสุดที่การพัฒนาความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของบุคคล
สังคม และสิ่งแวดล้อม พระพุทธเจ้าทรงสอนให้คนดำเนินชีวิตให้สมดุลกับธรรมชาติโดยวิธีต่อไปนี้ [พระธรรมปิฏก (ป.อ. ปยุตโต), 2540]
·
การกินให้น้อย ท่านสอนให้กินเฉพาะเท่าที่จำเป็นต่อการดำรงชีพ เพราะการทำดัง
กล่าวจะทำลายธรรมชาติน้อยลง ซึ่งจะช่วยลดมลภาวะลงด้วย
·
การอยู่อย่างผสมกลมกลืนกับธรรมชาติ คนและสิ่งมีชีวิตอื่นๆ อยู่ภายใต้กฎของธรรมชาติ อันได้แก่ การเกิด
แก่ เจ็บ และ ตาย ถ้าทุกชีวิตอยู่ด้วยกันอย่างผสมกลมกลืน
เขาก็จะไม่ไปรบกวนสิทธิของผู้อื่น
·
การใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างชาญฉลาด พระพุทธเจ้าสอนให้คนใช้ธรรมชาติในการพัฒนาจิตใจ พฤติกรรม
และศิลธรรมของตนเอง ดังนั้นคนต้องเรียนรู้การใช้ทรัพยากรอย่างฉลาด
ที่มา http://webcache.googleusercontent.com
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น